บลูมเบิร์กควักเงินเข้ากองทุนแก้โลกร้อน-นิคารากัวเดินหน้าสู่ยุคพลังงานสะอาด

ผู้นำสหรัฐฯ หันหลังให้แผนลดโลกร้อน ขณะที่มหาเศรษฐี ไมเคิล บลูมเบิร์กควักกระเป๋าจ่ายเงินเข้ากองทุนตามข้อตกลงปารีสแทนรัฐบาล เฉลยข้อสงสัยทำไม “นิคารากัว” ไม่ร่วมด้วย แล้วนโยบายด้านพลังงานไทยอยู่จุดไหน

นับตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนตัวให้กับข้อตกปารีสที่ว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส โดยพยายามจะคงระดับให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ระดับดังกล่าวยังมากกว่าในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยซ้ำ

อย่างที่ได้ทราบไปแล้วว่า การถอนตัวของสหรัฐฯครั้งนี้สร้างปฏิกิริยาไปทั่วโลก โดยผู้นำส่วนใหญ่ต่างผิดหวังกับนโยบายของทรัมป์ (อ่านประกอบ :ตามดูปฏิกิริยา ผู้นำทั่วโลก หลังทรัมป์หันหลังให้แผนลดโลกร้อน) 

ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวภายในสหรัฐฯ ก็น่าสนใจพอสมควร นับตั้งแต่การที่ชาวเมือง พิตต์เบิร์กโดนอ้าง จนนายกรัฐมนตรีต้องออกมาโต้กลับพร้อมประกาศว่า ชาวเมืองจะเดินหน้าตามข้อตกลงปารีสต่อไป (อ่านประกอบ: โต้กลับ‘ทรัมป์’นายกพิตต์เบิร์ก ยันเดินหน้าตามข้อตกลงปารีส ) 

เห็นได้ชัดว่า แม้ผู้นำประเทศจะไม่เอาด้วยกับข้อตกลงดังกล่าว ซ้ำร้ายยังมองว่าเรื่องสภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพอีก แต่พลังของประชาชนในสหรัฐฯรวมถึงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เองกลับประกาศจุดยืนชัดเจนว่า งานนี้ของเดินสวนทางนโยบายท่านผู้นำแน่นอน

ไม่เว้นแม้แต่ มหาเศรษฐี อย่างนาย ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กและผู้ก่อตั้งศูนย์กลางข้อมูล และเว็ปไซต์ด้านเศรษฐกิจชื่อดังอย่าง Bloomberg Philanthropies ที่งานนี้ออกโรง ประกาศตอกหน้ารัฐบาลสหรัฐฯ ว่าจะยินดีควักกระเป๋าตัวเองจ่ายเงิน 15 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อเข้ากองทุนกรอบข้อตกลงว่าด้วยการจัดการปัญหาโลกร้อนของสหประชาชาติ ที่ทรัมป์อ้างว่านี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ออกจากข้อตกลง เพราะไม่อยากให้คนสหรัฐฯต้องเสียเงินหลายล้านดอลล่าร์ฯไปกับเรื่องนี้

ทั้งที่ในความจริงแล้วหากดูในระดับต่อหัวประชากรแล้ว สหรัฐฯจ่ายเงินเข้ากองทุนนี้เพียง 9.41ดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า สวีเดนที่จ่ายต่อหัวมากที่สุดในโลกที่ 59.31 ดอลล่าร์สหรัฐฯ 

ทางกลับกันสหรัฐฯ เองกลายเป็นประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอับดับ 2 ของโลก จากการสำรวจพบว่าแต่ละปีสหรัฐฯ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 5.2  พันล้านตันเลยทีเดียว

ในข้อตกลงปารีส ซึ่งมีเพียงสามประเทศที่ไม่ร่วม นอกเหนือจากสหรัฐเเล้ว ก็คือ ซีเรียและนิคารากัว

กระนั้นก็มีคำถามต่อไปว่า เหตุใดอีกสองประเทศถึงไม่ร่วม ซึ่งแน่นอนว่ากรณีของซีเรียที่กำลังเผชิญกับสงครามกลางเมืออย่างรุนแรงจนมีผู้อพยพออกจากประเทศมากกว่า 300,000 คนไปแล้วลำพังเรื่องนี้ก็หนักหนาสาหัสมากพอ

แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ ประเทศในอเมริกากลาง อย่างนิคารากัว ซึ่งการไม่ร่วมข้อตกลงนี้ไม่ใช่ผู้นำประเทศเขาไม่สนใจเรื่องโลกร้อน เพียงแต่ว่าประเทศนี้ทำได้มากกว่าที่ข้อตกลงปารีสฝันอยากไปถึงด้วยซ้ำ

ปัจจุบันนิคารากัวมีพลังงานหมุนเวียนใช้ในประเทศกว่า 50%  พลังงานทั้งหมดในประเทศ ทั้งยังตั้งเป้าเดินหน้าให้มีการใช้พลังงานสะอาดพวกนี้ให้ได้ 90% ภายในปี 2020

ความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดของนิคารากัวโดนเด่นถึงขั้นที่ว่า เมื่อปี 2013 ในรายงานของธนาคารโลกระบุว่า ที่นี่คือสวรรค์ของพลังงานหมุนเวียนอเมริกาที่แท้จริง

 ดร.Paul Oquist  (Minister, Private. Secretary for National Policy, Presidency) ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลนิคารากัวในการประชุมที่ปารีสบอกว่าการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศตามข้อตกลงปารีสที่เป็นลักษณะตามสมัครใจ (voluntary) และจะเริ่มบังคับใช้จริงในปี2050 ตอนนั้นเราคงเดินไปถึงจุดที่โลกร้อนไปเพิ่มขึ้น 3 องศาไปแล้ว

นอกจากนั้น เขายังมองว่าประเทศที่พัฒนาเเล้วยิ่งต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสภาวะแวดล้อมจากการพัฒนาเหล่านั้น

ย้อนกลับมามองที่นโยบายด้านพลังงานของบ้านเรากันดูบ้าง ในฐานะเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุงเป็นอันดับที่ 21 ของโลก หรือประมาณ 350 ล้านตันต่อปี ว่านับจากวันที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย  ได้แสดงจุดยืนว่าประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซที่ 20-25% ภายในปี 2030 โดยจะมีมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่

แต่กลับกันหากใครได้ติดตามข่าวคราวก็พอจะทราบว่า รัฐบาลมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มอีก9  โรง แต่ที่เป็นข่าวและรู้จักกันมากได้แก่ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ (ที่สั่งให้ไปศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)ใหม่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่ตอนนี้ยังคงมีปัญหากับชุมชนในพื้นที่

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า นโยบายด้านพลังงานในประเทศจะไปสู่ทิศทางไหน จะเดินตามสัตยาบันที่ให้ไว้ได้หรือไม่ แล้วในบริบทของโลก ประเทศมหาอำนาจต่างๆ จะแสดงพลังอะไรออกมาเพื่อรักษาไม่ให้อุณหภูมิร้อนเกินไปกว่าที่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่

เขียนโดย Warich Noochouy

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

1.       สำนักข่าวอิศรา, 2560, Nt5 – บลูมเบิร์กควักเงินเข้ากองทุนแก้โลกร้อน-นิคารากัวเดินหน้าสู่ยุคพลังงานสะอาด, [online], Available: https://www.isranews.org/isranews-scoop/56820-climate6329.html [5 มิถุนายน 2560].

Write a comment